เปิดใจ “ม.ล.ธารทิพย์” ขอใช้ชีวิตในฐานะสามัญชน ชะตาชีวิตที่เลือกไม่ได้

 

เปิดใจ “ม.ล.ธารทิพย์” ขอใช้ชีวิตในฐานะสามัญชน ชะตาชีวิตที่เลือกไม่ได้

จากครอบครัวผู้ดี ที่สืบเชื้อสายจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์สุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์

ชะตาชีวิตของ ม.ล.ธารทิพย์ สุทัศนีย์ ในวัย 60 ปี ลูกสาวของ ม.ร.ว.ทวยเพท สุทัศนีย์ และเป็นหลานของ ม.จ.ทัศน์สุเทพ สุทัศนีย์ ปัจจุบันต้องมีชีวิตยากแค้นลำเค็ญ อาศัยห้องเช่าไม่มีเลขที่ ในซ.อิสรภาพ 38 อยู่กับหลานชาย 1 คน

ข่าวสดออนไลน์ สื่อชื่อดัง ได้พูดคุยกับ ม.ล.ธารทิพย์ ที่ห้องเช่าชั้น 2 ซึ่งเพิ่งอาศัยอยู่มาประมาณ 5 เดือน เนื่องจากเจ้าของบ้านเช่าเก่าขอให้เธอย้ายออก เนื่องจากไม่มีเงินส่งค่าเช่า และติดค้างมานานถึง 2 ปี เป็นเงินกว่า 4 หมื่นบาท

สภาพห้องเช่าปัจจุบัน เป็นบ้านไม้ซอมซ่อ ใช้ห้องน้ำรวม มีครอบครัวกว่า 20 ครอบครัวอาศัยร่วมกัน ระหว่างที่พูดคุย เสียงเด็กทารกร้องมาจากห้องข้างๆ ขณะที่ห้องด้านล่าง หญิงวัยชราเจ้าของกำลังทำแกงเห็ดเพื่อนำออกไปขายปากซอย

ส่วน ม.ล.ธารทิพย์ นั้นออกตัวว่าทำอาหารไม่เป็น แต่งานบ้านงานเรือนนั้นเธอถนัดที่สุด และทุกวันนี้ก็มีรายได้ตกสัปดาห์ละ 1,500-2,000 บาท ในการรับจ้างทำความสะอาดทั่วไปตามบ้าน คอนโด และอาคารสำนักงานต่างๆ

ย้ำว่าสัปดาห์ละ 1,500-2,000 บาท กับหลานชายวัย 16 ปี ที่กำลังเรียน กศน. เพราะชีวิตส่วนใหญ่ต้องวิ่งรับจ้างทั่วไปเช่นกัน

ม.ล.ธารทิพย์ พาย้อนอดีตกลับไปว่า ตนเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด บ้านเดิมของพ่ออยู่ย่านถนนวังเดิม ซึ่งปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยเค้าเดิมของบ้านอีกแล้ว เพราะถูกตัดถนนไปตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน

“พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่ยังเด็กๆ เราเกิดจากครอบครัวแตกแยก พ่อทิ้งไปตั้งแต่ยังเล็กๆ แม่ก็เลี้ยงมา มีพี่น้อง 4 คน ก็แตกแยกกันหมด ส่วนตัวเป็นลูกคนโตก็อยู่กับแม่ได้สักพัก พอเป็นวัยรุ่นก็เรียนได้ไม่สูง เพราะแต่งงานไปอยู่บ้านสามีที่เป็นข้าราชการครูย่านบางบอน” ม.ล.ธารทิพย์ เริ่มต้นชะตาชีวิตที่เลือกไม่ได้ตั้งแต่ยังเด็ก

แต่อยู่กินกันได้ไม่นาน มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน หลังจากนั้น สามีก็ทิ้งไปแต่งงานใหม่ ทำให้เธอกับลูกสาวต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อย และเริ่มลำเค็ญตั้งแต่นั้นมา ทั้งหมดทั้งปวงเกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 40 ปีมานี้เอง

“ลูกสาวได้แฟนเป็น รปภ. มีลูกด้วยกัน 2 คน ช่วงแรกเราก็เอามาช่วยเลี้ยง แต่พอหางานไม่ค่อยได้ ลูกสาวก็รับกลับไปเลี้ยงเองคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะให้ลูกสาวมาช่วยก็ไม่ได้ เพราะเขาเองก็ยังลำบาก”

“ช่วงแรกที่เจ้าของบ้านเช่าเก่าให้ออก ไม่รู้จะไปทางไหน ชีวิตมืดแปดด้าน ตัดสินใจไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชบ้าง เช้าก็ไปอาบน้ำที่วัดโน้นวัดนี้ จนพอมีรายได้ประทังบ้าง ก็มาเช่าห้องเช่านี้อยู่ ค่าห้องเช่าห้องเดือนละ 1,100 บาท และค่าน้ำหัวละ 100 บาท 2 คนกับหลานก็ 200 บาท”

ถามว่า ม.ล.ธารทิพย์ รู้สึกอยากจะกลับไปมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนที่เคยเติบโตขึ้นในครอบครัวมีอันจะกินไหม

เธอบอกว่า จริงๆ ก็อยากนะ ลึกๆ แล้วมันสบายกว่า แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว มันเคยเป็นความภาคภูมิใจ ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ เราภูมิใจว่าอย่างน้อยๆ เราก็มีเชื้อสายผู้ดี และจะเตือนตัวเองเสมอให้ประพฤติดี เป็นคนซื่อสัตย์ตลอด แต่ว่าชะตาชีวิตมันเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำใจต่อสู้ไป
ถามอีกว่า ได้คุยกับญาติพี่น้องบ้างไหม มีใครพอพึ่งพาได้ไหม ม.ล.ธารทิพย์ ตอบทันทีว่า ไม่มีค่ะ เพราะว่าพวกเขาก็อยู่ในสภาพที่ช่วยอะไรเราไม่ได้ เราเข้าใจกัน ทุกคนลำบาก ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง

“ตอนนี้มีแค่น้องชายคนเดียวที่ใช้สกุลสุทัศนีย์ แต่ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย พูดง่ายๆ ตอนนี้ก็อยู่ตัวคนเดียว หวังว่าหลายชายจะได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่นๆ”

ม.ล.ธารทิพย์ เผยความในใจว่า หลายครั้งที่อยากเอาคำว่า หม่อมหลวงออกจากบัตรประชาชน “เพราะบางทีเวลาจะไปสมัครงานเขาก็ไม่รับเข้าทำงาน เขากลัวว่าไปใช้งานตระกูลราชวงศ์หรือเปล่า เขากลัว เคยไปที่เขตเพื่อขอให้แก้ชื่อในบัตรประชาชนเป็นคนธรรมดาจะได้หางานง่ายขึ้น แต่เขาไม่ถอดออกให้ มันทำให้ติดตัวเรามา และหลายครั้งก็แอบนอนร้องไห้ว่าทำไมการเป็นคนธรรมดามันยากเย็นขนาดนี้ ทำไมต้องมีอะไรมาห้อยหน้าชื่อด้วย”

 

“ลึกๆ อยากเป็นคนธรรมดา ถ้าเลือกเกิดได้จะไม่เอาเลย ชีวิตปัจจุบันไม่ได้ภูมิใจที่มีคำนำหน้าว่าหม่อมหลวง เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ก็มองว่ายศหม่อมจะต้องเป็นคนมีเงิน ต้องเพอร์เฟค แต่เราไม่มี หลายครั้งเวลาไปยื่นบัตรประชาชนที่ไหนก็รู้สึกอาย”

นับอายุชีวิต ม.ล.ธารทิพย์ ถือว่าเลยครึ่งทางมาแล้ว เธอยอมรับตรงๆ ว่าเหลือเวลาอีกไม่มาก อยากเห็นหลานชายได้ดี มีชีวิตเป็นฝั่งเป็นฝา ส่วนตัวก็ไม่หวังอะไรแล้ว แค่ยังมีแรงทำงานได้ ถือว่าเป็นกุศลแล้ว ถึงวันหนึ่งถ้าทำงานไม่ไหว วัดก็เป็นที่พึ่งสุดท้าย

ระหว่างที่พูดคุย ม.ล.ธารทิพย์ ก้มมองโทรศัพท์มือถือ เธออาจจะหวังว่าจะมีใครสักคนโทรมาติดต่องาน เพื่อจะได้มีรายได้ต่อลมหายใจได้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วบอกว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ เป็นสัจจธรรมของมนุษย์”

ขอบคุณที่มา:ข่าวสดออนไลน์,tnews.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *